เวนิส(Venice Italy)

เมืองเวนิส หรือ เวเนเซีย เมืองแห่งสายน้ำ ความสวยงามตรึงใจ จุดหมายปลายทางอันสุดแสนโรแมนติกของเหล่าคู่รักและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ตั้งเป้าหมายว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปสักครั้ง…รวมแอดด้วยจ้า!!55555

เมืองเวนิส ตั้งอยู่แคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี ในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติก(Adriatic Sea)เมืองเวนิสเกิดจากการเชื่อมเกาะเล็กๆจำนวนมากและมีสะพานเชื่อมมากกว่า 400 แห่งและยังเป็นเมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลกอีกด้วย

ด้วยความสวยงามราวกับภาพในฝันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมืองเวนิสจึงได้รับฉายามากมาย ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก(Queen of the Adriatic),เมืองแห่งสะพาน(City of Bridge),เมืองแห่งสายน้ำ(City of water)รวมถึงเมืองแห่งแสงสว่าง(The City of Light) อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย

ไปกัน➡️➡️➡️การเดินทางไปเมืองเวนิสไปได้หลายทางมากๆค่ะ โดยเครื่องบิน,รถประจำทาง,รถไฟ แอดและครอบครัวเลือกเดินทางโดยรถไฟ ใช้เวลาเที่ยว 1 วันไปเช้าและกลับเย็นค่ะ

เริ่มจากสถานีรถไฟSan Bonifacio(เวโรน่า) – Venezia S.Lucia ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 10 นาทีรถไฟขับข้ามน้ำเข้าไปที่เวนิส เลยจ้า…เลิศมากกกกก👍👍ลงรถไฟปุ๊บ!!เดินออกจากสถานีรถไฟ ไม่ถึง 5 นาที ตลึงกับความสวยงามของเมืองเวนิสจริงๆ ว้าว ว้าว ว้าว 😃😃😃

การเที่ยวชมในเมืองเวนิส สามารถเดินเที่ยวได้ทั้งเมือง หรือจะขึ้นเรือโดยสารแบบเรือแท็กซี่(Water Taxi)แต่สำหรับคู่รักคงไม่พลาดการขึ้นเรือกอนโดล่า(Gondola)ซึ่งเป็นเรือแบบท้องถิ่น เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองเวนิสที่ทำให้เข้าถึงวิถีชีวิตของคนเมืองได้เป็นอย่างดี

สะพานรีอัลโต(Ponte di Rialto) เป็นหนึ่งในสะพานข้ามแกรนด์คาแนล ที่มีนักท่องเที่ยวมาแวะถ่ายรูปมากที่สุด สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่างเกาะ San Marco กับเกาะ San Polo) บริเวณทั้งสองฝั่งของสะพานเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึกต่างๆมากมาย

พระราชวังดอจ(Doge’s Palace)หรือพระราชวังดูคาเล(Palazzo Ducale) เป็นพระราชวังของผู้ปกครองสูงสุดของเมืองเวนิส สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 ภายในประดับด้วยทองคำและภาพจิตรกรรมมากมาย

นอกจากความสวยงามแล้วชั้นใต้ดินของวัง ยังมีคุกขังนักโทษซึ่งถูกเชื่อมด้วยทางเดินแคบๆ ไปยังสะพานข้ามคลองสู่แดนคุมขัง สะพานแห่งนี้จึงเรียกว่า”สะพานถอนหายใจ”(Ponte di Sospiri หรือ Bridge of Sighs)ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำพาเลซ ที่เรียกว่าสะพานถอนหายใจ เพราะนักโทษที่เดินข้ามไปยังเรือนจำมักจะถอนหายใจ เพราะพวกเขาจะได้เห็นเมืองผ่านหน้าต่างและเป็นโอกาศสุดท้ายที่จะได้เห็นแสงอาทิตย์ สะพานโค้งข้ามคลองมีหลังคาและผนังที่แข็งแรงมากเพื่อป้องกันนักโทษไม่ให้กระโดดน้ำหนี

มหาวิหารเซนต์มาร์ค(Basilica di San Marco) โบสถ์สำคัญของเมืองเวนิส สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.823 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานศิลปะหลายยุคเข้าไว้ด้วยกัน หลังคาของมหาวิหารสร้างแบบโดมสุเหร่าของศาสนาอิสลาม โดมกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด ประดับโมเสกสีทองตั้งแต่หลังคาจรดพื้น จึงได้รับสมญานามว่า “Church of Gold”

จตุรัสเซนต์มาร์ค(Piazza San Marco)เป็นจตุรัสที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นศูนย์กลางของเมืองเวนิส

หอระฆังซานมา์โก(Campanile Di San Marco) เป็นหอระฆังที่ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิหารเซนต์มาร์ค มีความสูง 98 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และยังสามารถเดินขึ้นไปชมวิวสวยๆของเมืองเวนิสได้อีกด้วย

แกรนด์ คาแนล (Grand Canal) หรือ “คานาเล่ แกรนด์” เป็นคลองสายหลักและเป็นเส้นทางคมนาคมที่มีชื่อเสียงของเมืองเวนิสและเป็นจุดที่นักท่องเที่ยว ที่ต้องการล่องเรือกอนโดล่าเพื่อชมบรรยากาศความสวยงาม และวิถีชีวิตของชาวเมืองเวนิส และยังผ่านสถานที่เที่ยวสำคัญๆอีกด้วยจ้าทุกคน😄

💕ใครที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมเมืองเวนิส จะตราตรึงกับบรรยากาศความสายงามอันสุดแสนโรแมนติกของเมืองแห่งสายน้ำ ซึ่งแอดและครอบครัวก็เช่นกันจ้า…หลงรักเวนิส💕😄

มหาวิหารซานต้า มาเรีย มัจโจเร(Basilica Santa Maria Maggiore)

Basilica Santa Maria Maggiore ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นมหาวิหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงโรม เป็นหนึ่งในสี่มหาวิหารเอกของโรมันคาทอลิก ที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบโรมันและบาโรกได้เป็นอย่างดี แม้จะได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1348 ก็ตาม มหาวิหารแห่งนี้มีตำนานการก่อสร้างที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับหิมะในฤดูร้อน โดยเชื่อกันว่าวิหารนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของพระแม่มาเรียที่ปรากฏตัวให้พระสันตะปาปาเห็นและทำการกำหนดจุดที่ต้องการสร้างด้วยการเนรมิตหิมะในฤดูร้อน

มหารวิหารแห่งนี้โดดเด่นด้วยหอระฆังที่สูงถึง 75 เมตรและตรงกลางของโบสถ์จะเป็นหอนาฬิกาโทนสีทอง ภายในมหาวิหารตกแต่งหรูหราสวยงามมากๆค่ะ ด้านบนเพดานเป็นภาพวาดลวดลายสวยงามสลับกับภาพโมเสกสีทองของซุ้มประตูชัยที่บอกเล่าเรื่องราวของพระเยซูและด้านในสุดของโบสถ์จะมีแท่นพิธีขนาดใหญ่ สำหรับประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์

แอดเองเกือบจะไม่ได้แวะชมมหาวิหารแห่งนี้เสียแล้ว!! แต่บังเอิญว่าอยู่ใกล้ที่พัก เช็คเอาท์ออกมายังพอมีเวลาเหลือ มองเห็นคนนั่งที่ลานกว้างหน้ามหาวิหารและต่อคิวเข้าชมเยอะมาก เลยทำให้อยากรู้จ้า!! และตัดสินใจต่อคิวเข้าชมมหาวิหารแห่งนี้ทันทีค่ะ ที่สำคัญเข้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายจ้าทุกคน😁😁

แอบคิดว่า🤔 ถ้ามาถึงกรุงโรมแล้วไม่ได้เข้าชมและเก็บภาพสวยๆของมหาวิหารแห่งนี้มาฝาก คงเสียใจแย่เลยค่ะ มาถึงกรุงโรมก็อย่าลืมเที่ยวชม มหาวิหารซานต้า มาเรีย มัจโจเร( Basilica Santa Maria Maggiore) กันนะคะ😄😄💕💕

บันไดสเปน(Spanish Steps)อิตาลี2022

Spanish Steps (Piazza di Spagna ในภาษาสเปน) เป็นบันไดที่ยาวและกว้างที่สุดในทวีปยุโรป เหตุผลและที่มาของชื่อบันไดสเปน ก็เพราะว่าแต่เดิมนั้นบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของสถานทูตสเปนนั่นเอง

บันไดสเปน ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามและล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมแกะสลักอันงดงามเป็นเอกลักษณ์แบบโรมันของกรุงโรมประเทศอิตาลี รวมทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆ เช่นงานแสดงแฟชั่นโชว์

นอกจากความสวยงามและความยิ่งใหญ่ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน อีกหนึ่งเหตุผลก็คือบันไดแห่งนี้ตั้งอยู่บนจตุรัสอันเป็นที่ตั้งที่สามารถเชื่อมต่อกับถนน Via Condotti ซึ่งเป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์ดเนมชื่อดัง เช่น Prada, Gucci,Dior, Valentino,Amani, Versace,Fendi, Longchamp และอื่นๆอีกมากมาย

และบันไดแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Roman Holiday ในปี 1753 เป็นฉากที่พระเอกและนางเอกนั่งกินไอศกรีมกันอย่างสวิทหวาน ซึ่งทำให้หนุ่มสาวมากมายมานั่งกินไอศกรีมเลียนแบบในภาพยนตร์

บันไดสเปน อยู่ไม่ไกลจากน้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) แอดและครอบครัวเมื่อเที่ยวชมน้ำพุเทรวี่ และอธิษฐานโยนเหรียญเสร็จก็ไม่พลาดที่จะเดินต่อเพื่อไปที่บันไดสเปนแห่งนี้เช่นกัน ใช้เวลาเดินไม่เกิน 15 นาทีก็ถึงจ้า เดินชิลๆอากาศแบบเย็นสบายๆ

ฝากเตือนจ้า!! อย่าหลงกลรับดอกกุหลาบที่มีคนมายื่นให้นะคะ เท่าที่แอดเห็นนักท่องเที่ยวบางคนก็รับเพราะคิดว่าให้ฟรีหรือให้ถ่ายรูป ส่วนมากชอบยื่นกุหลาบให้หนุ่มสาวหรือเด็กน้อย เพราะถ้ารับเมื่อไหร่ “ได้จ่ายเงินแน่นอนจ้า” ระวังด้วยนะคะทุกคน แต่ถ้าอยากช่วยชื้อเพื่อนำมาถ่ายรูปก็ไม่ว่ากันจ้า😁😁💕

สำหรับแอดและครอบครัวเองจากที่เคยอ่านว่าให้ระวังมิจฉาชีพ ล้วงกระเป๋าและระวังคนหลอกล่อด้วยวิธีต่างๆ จากประสบการณ์ตรงปัจจุบัน(ปี2022) สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่แอดและครอบครัวได้ไปเที่ยวมา จะมีตำตรวจคอยสอดส่องดูแลตลอดเวลา ไม่น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้จ้า แต่ระวังไว้ก็ไม่เสียหลายจ้าทุกคน😄💕💕

น้ำพุเทรวี่(Trevi fountain)

Trevi fountain เป็นน้ำพุแบบบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรมประเทศอิตาลี โดยมีขนาดความสูง 85 ฟุต กว้าง 65 ฟุต น้ำพุแห่งนี้ตั้งอยู่บนทางสามแพร่งโดยเป็นจุดบรรจบของสะพานส่งน้ำแวร์จิเน(Acqua Vergine), สะพานส่งน้ำเวอร์โก(Aqua Virgo)และสะพานส่งน้ำของโรมันโบราณ โดยน้ำพุที่เห็นในปัจจุบันได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1732 โดยการออกแบบของนิโคลา ซาลวิ

น้ำพุแห่งนี้สวยงามด้วยรูปปั่นที่มีความหลากหลายรูปแบบและเต็มไปด้วยความหมาย ซื่งรูปปั้นตรงกลางเป็นรูปปั้น “เทพเนปจูน”ขี่ม้าติดปีกแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ขนาบข้างด้วยไททันเทพครึ่งคนครึ่งปลา ที่ทั้งสองควบม้าที่แตกต่างกัน คือตัวหนึงดูเชื่องแต่อีกตัวดูพยศ นั้นเปรียบได้กับท้องทะเลที่ไม่มีความแน่นอน ม้าที่ดูเชื่องเปรียบเหมือนทะเลยามสงบสวยงาม ส่วนม้าที่พยศเปรียบเหมือนทะเลที่บ้าคลั่งน่ากลัวนั้นเอง

น้ำพุแห่งนี้เปิด 24 ชั่วโมงสามารถเที่ยวชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เวลากลางวันที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องก็จะสวยงามสดใส มีชีวิตชีวา ส่วนในยามค่ำคืนก็จะมีแสงของหลอดไฟบริเวณน้ำพุร่วมกับแสงจันทร์ก็จะงดงาม และน่าหลงใหลเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปจ้า

เล่ามาสะเยอะเลย แอดเองได้มีโอกาสไปในช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่มซึ่งที่กรุงโรมก็ยังสว่างมากๆ เลยได้เก็บภาพแบบสว่างๆมาให้ชมกันจ้าทุกคน

และอีกหนึ่งความเชื่อของผู้ที่มาเที่ยวชมน้ำพุเทรวี่ ก็คือการโยนเหรียญอธิษฐาน โดยตามธรรมเนียมนั้นสามารถโยนเหรียญสกุลเงินใดก็ได้ แล้วอธิษฐานขอให้ได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้งก่อนที่จะโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายแล้วให้เหรียญหล่นลงในน้ำพุให้ได้ หากเหรียญหล่นลงในน้ำพุก็เชื่อกันว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แอดและครอบครัวก็ไม่พลาดที่โยนและอธิษฐานจ้า แนะนำว่าโยนเหรียญที่ใหญ่และหนักหน่อยนะคะเดี๋ยวจะโยนไม่ถึงน้ำพุจ้า 555555

มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความนิยมมาเที่ยวและอธิษฐานโยนเหรียญ โดยในแต่ละวันมีผู้โยนเหรียญลงไปในน้ำพุมากกว่า 3000 ยูโรกันเลยที่เดียว ซึ่งเงินที่ได้ก็นำไปบำรุงซุปเปอร์มาร์เกตสำหรับช่วยเหลือผู้ยากจนในกรุงโรมอีกด้วย ได้โยนเหรียญอธิษฐานแถมยังได้ทำบุญกันอีกด้วยจ้าทุกคน🙏🙏😄😄

เวโรนา(Verona)อิตาลี

เวโรนา เมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การ UNESCO มีสมญานามว่า “Little Roman” เมืองเล็กๆ สุดโรแมนติกแห่งอิตาลี เป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกหนึ่งเมืองของอิตาลี และยังเป็นต้นกำเนิดผลงานของ วิลเลียม เชกสเปียร์ โดยเฉพาะโศกนาฏกรรมตำนวนรักอมตะของโรมิโอจูเลียต ที่ใครได้มาเมืองเวโรนาจะได้สัมผัสกับกลิ่นอายของความรักอบอวลไปทั่วทั่งเมือง

ไปกันเลย!! แอดเดินทางด้วยรถส่วนตัวจากSan Bonifacio เลยใช้เวลาไม่นานก็ถึงในเมืองเวโรนาแล้ว เราก็เริ่มเที่ยวกันเลยจ้า😄😄

Arena di Verona คือสนามกีฬาของเวโรนา เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะโรมันโบราณอายุกว่า 2000 ปีสามารถจุคนได้ถึง 15000 คน ปัจจุบันถูกใช้เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ต โอเปร่า ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวโรนาเลยก็ว่าได้ ใครที่มาถึงแล้วต้องไม่พลาดการแวะถ่ายรูปเช็คอินนะคะ

Torre del Lamberti หอคอแลมเบอร์ติ เป็นจุดชมวิวมุมสูง ที่ตั้งอยู่ที่จตุรัส Piazza delle Erbe ในอดีตคอหอยแห่งนี้ใช้สำหรับสังเกตการณ์และเตือนภัยในยุคที่มีสงคราม ในหอคอยมีลิฟต์ขึ้นประมาณ 7 ชั้นและขึ้นบันไดอีก 2 ชั้นด้านในมีระฆังเหล็กขนาดใหญ่( เสียค่าเข้าชม 5 ยูโร ) แต่แอดไม่ขึ้นไปจ้า แต่เก็บรูปมาฝาก บริเวณจัตุรัสมีสินค้าของฝากให้เราได้เลือกชื้ออีกด้วย

หลังจากเดินเลือกชื้อของและหาของกินเรียบร้อยเราต่อกันด้วยบรรยากาศสวยๆบนถูเขาและสามารถมองเห็นเวโรนาได้ทั้งเมืองรวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำอดิเจ(Adige River) ภาพที่ถ่ายมาเหมือนภาพวาดยังไงยังงั้นเลย สวยงามมากจริงๆ🤟💕

ปิดท้ายด้วยถนนคนเดินVie Mazzini เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างจัตุรัสPiazza Bra กับจัตุรัสPiazza delle Erbe สองช้างทางเต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์เนมต่างๆมากมาย เช่น Prada, Mont Blanc, Benetton,Ralph Lauren,Cucci,Givenchy,Sisley และอื่นๆอีกมายมาย มีให้เลือกชมเยอะมากกกกกก

ท้ายสุด อย่าลืมถ่ายรูปกับหัวใจเหล็กดวงนี้จ้า แอดเห็นว่าใครผ่านมาต้องได้ถ่ายจ้า เลยจัดมาเช่นกันจ้า😁😁