fbpx

ลานกางเต็นท์ลำตะคอง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

อากาศเย็นๆของเดือนธันวาคม แอดได้มีโอกาสพาครอบครัวออกไปตั้งแคมป์กางเต็นท์นอนตากอากาศกันที่ลานกางเต็นท์ลำตะคอง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เราได้ทำการจองเต็นท์จากweb ของทางอุทยานจำนวน 1 คืนเต็นท์สำหรับ 3 คนและที่รองนอน 3 อันราคารวม 1 คืน 285 บาท

เราเดินทางขึ้นเขาใหญ่ทางจังหวัดนครนายกเมื่อเดินทางมาถึงทางเข้าจะเสียค่าเข้าอุทยานคือค่ารถยนต์ 4 ล้อ 50 บาทผู้ใหญ่ 3 คน 120 รวมเป็น 170 บาทและเมื่อถึงลานกางเต็นท์ลำตะคอง เสียค่าเข้าพื้นที่อีกคนละ 30 บาท จากนั้นเราก็ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเต็นท์และที่รองนอน เมื่อรับเต็นท์เป็นที่เรียบร้อยเราเดินหาที่กางเต็นท์ เราได้กางเต็นท์ติดกับริมน้ำ บรรยากาศดี อุณหภูมิ 19 องศาอากาศเย็นกำลังพอดี ที่อาบน้ำ ห้องน้ำถือว่าดีเพียงพอต่อนักท่องเที่ยว เพราะทางลานกางเต็นท์ลำตะคองจะจำกัดคนเข้าพื้นที่ 1000 คนต่อวัน โดยเป็น walk in ไม่เกิน 760 คน ถือว่ากำลังดีไม่แออัด

ในลานกางเต็นท์ลำตะคอง ยังมีธารน้ำไหลสามารถลงเล่นน้ำเย็นๆได้อีก

มีสถานที่ให้ชาร์จแบตมีกำหนดเวลาการชาร์จนะคะ( ไปดูเวลาที่สถานที่ชาร์จกันเองนะคะ) แอดลืมค่ะ😁😁 ใครที่แบตหมดไม่ต้องกลัวขาดการติดต่อนะคะ

ยามค่ำคืนมีหมูกะทะสำหรับคนที่ต้องการปิ้งย่างราคา 350 บาทมีเตาและกะทะให้พร้อมค่ะ (ค่ามัดจำ 150 บาท)

รวมถึงยังมีร้านกาแฟสุดชิก นั่งริมธาร “กาแฟเขาใหญ่”(Khaoyai Coffee) กาแฟดี บรรยากาศเสิศ อากาศเยี่ยม

เออ!! แอดลืมไปในลานกางเต็นท์ลำตะคองมีร้านสวัสดิการให้เลือกชื้อสินค้ามากมาย ใครที่ลืมเอาของจุกจิกมา!สามารถหาชื้อได้ตามใจชอบเลยค่ะ

ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศเย็นๆช่วงเดือนธันวาคมและไม่ต้องเดินทางไกล แอดแนะนำ “ลานกางเต็นท์ลำตะคอง”เขาใหญ่เลยค่ะ ถ้าแอดมีโอกาสจะมาเที่ยวอีกแน่นอนค่ะ….เสิศมากจึงต้องบอกต่อจ้าาาาา💕💕😄😄

ภูลมโลภูเขาสีชมพู

ภูลมโล-ภูหินร่องกล้า

ภูลมโลเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือพิษณุโลก เพชรบูรณ์และเลย ภูลมโลอยู่ในพื้นที่ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อยู่ในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง(ซากุระเมืองไทย)ที่เยอะที่สุดในประเทศพื้นที่กว่า 1200 ไร่มีต้นนางพญาเสือโคร่งนับหมื่นต้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวคือช่วงฤดูหนาวประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งในแต่ละปีดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานไม่พร้อมกันนะคะ ก่อนเดินทางไปเที่ยวชมก็ต้องเข็คข้อมูลกับทางอุทยานก่อนนะคะ เพื่อความชัวร์ค่ะ

สำหรับทริปการเดินทาง เราได้มีโอกาสไปเที่ยวเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมโดยรถยนต์ส่วนตัว เมื่อไปถึงก็จอดรถไว้ที่อุทยานและเหมารถเพื่อขึ้นเขาชมดอกนางพญาเสือโคร่ง บอกเลยว่าการขับรถขึ้นเขาทางชันและน่ากลัวมากกกก ต้องให้คนในพื้นที่ ที่ชำนาญเส้นทางขับจะดีกว่ามากๆค่ะ (เพราะช่วงที่ไปฝนตกค่อนข้างหนัก)ทางอุทยานแจ้งห้ามขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักฝนหยุดตกและทางอุทยานมั่นใจว่าสามารถให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมได้ จึงประกาศแจ้งนักท่องเที่ยวให้สามารถขึ้นชมได้ตามปกติแต่ทริปเราก็แอบตื่นเต้นและก็กลัวนิดหน่อยค่ะ แต่ก็ขึ้นค่ะไหนๆก็มาละ มาดูภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่าค่ะ

เริ่มจากการขึ้นรถเหมาของทางอุทยานเราเดินทางกัน 3 คนค่ะ

ระหว่างทางคนขับรถจะจอดให้เราได้ชมดอกนางพญาเสือโคร่งเป็นระยะๆ แต่ตอนที่เดินทางนั้นฝนเพิ่งหยุดตกไป จึงทำให้เกิดหมอกจำนวนมาก ซึ่งคนขับรถเองบอกว่าตั้งแต่อยู่มาและพานักท่องเที่ยวขึ้นชมดอกนางพญาเสือโคร่งไม่เคยเจอปรากฎการณ์ที่หมอกลงเยอะได้ขนาดนี้มาก่อนเลย คือต้องไปใกล้ๆต้นดอกนางพญาเสือโคร่งจึงเห็นดอกสีชมพู เพราะมองไปทางไหนเห็นแต่สีขาวๆของหมอก เหมือนเมืองในฝัน สวยเกินคำบรรยายจริงๆค่ะ

สุดท้ายสำหรับทริปนี้ อาจจะไม่ได้เห็นภูเขาสีชมพู ที่เต็มไปด้วยดอกนางพญาเสือโคร่ง ก็ไม่รู้สึกผิดหวังเลยค่ะ เพราะการได้เจอหมอกที่ปกคลุมทั่วทั้งภูเขา และตลอดเส้นทางที่ขึ้นเขา ก็สวยงามมากจริงๆค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะไปอีกสักคร้งเพื่อได้ชมดอกพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพูเต็มภูเขา (ภูเขาสีชมพู ซากุระเมืองไทย) เชื่อเลยค่ะ!! ความสวยงามคงแตกต่างกันไปอีกแบบ อย่าลืมนะคะก่อนการเดินทางเข็คข้อมูลกับทางอุทยานทุกครั้งนะคะ!!

😄😄😄

See Angkor Wat and Die( นครวัด นครธม )

“นครวัด” หรือฝรั่งเศส เรียก อังกอร์วัด(Angkor Wat) เป็นหมู่ปราสาทในเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา นครวัดถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 จุดประสงค์เพื่อสร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้มหาปราสาทนครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆที่ส่วนมากหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศาสนาฮินดูนั้นยกย่องกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้าเรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ ซึ่งมีการสร้างเทวสถานถวายให้และยังเชื่อว่าเมื่อสวรรคตแล้ววิญญาณจะประทับอยู่ที่ปราสาท ด้วยความเชื่อนี้เองทำให้กษัตริย์ขอมเมื่อขึ้นครองราชย์จึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างประสาทตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เป็นศาสนสถานสัญลักษณ์ของระบบสุริยะจักรวาลตามคติของชาวฮินดู คือ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาลนั่นเอง โดยนครวัดถือเป็นจุดสูงสุดของรูปแบบการสร้างสถาปัตยกรรมเขมรแบบดั้งเดิม และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชามีการปรากฏอยู่บนธงชาติ

เชื่อกันว่ากว่าจะเป็นปราสาทนครวัดต้องใช้หินปริมาตรหลายล้านลูกบาศก์เมตร มีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก ใช้แรงงานช้างนับหมื่นเขือก แรงงานคนนับแสน ขนและลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร ปราสาทนครวัดมีเสา 1800 ต้นหนักต้นละ 10 ตัน เพราะไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน ยังเป็นราชธานีอีกด้วย มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล มีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร รวมพื้นที่ 1219 ไร่ หรือราว 200000 ตารางเมตรมีคูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรล้อมเขาพระสุเมรุ

กำแพงชั้นนอกรอบปราสาทแสนสุดอลังการด้วยงานสลักหิน คือภาพเล่าวรรณคดี รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ รูปเทวดากับอสูรกวนเกษียรณสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ รวมถึงนางอัปสร หรือ อัปสรา 1635 นางที่ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย

เล่าประวัติความเป็นมาเยอะพอสมควรละ เรามาเริ่มการเดินทางกันดีกว่าค่ะสำหรับทริปเราใช้เวลาท่องเที่ยว 2 คืน 3วัน โดยเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและนำรถไปจอดที่จังหวัดปราจีนบุรี (โรงเกลือ) จอดรถค้างคืนได้หายห่วงค่ะ เราเริ่มจากจุดตรวจคนเมือง

จากนั้นเราเหมารถตู้เพื่อไปยัง เสียมราฐและเข้าที่พัก

และในวันแรกที่ไปถึงเราได้เหมารถสามล้อเครื่องไปที่ปราสาทนครวัดเลยค่ะ แต่เป็นช่วงเย็นๆแล้วเราจึงไม่ได้เขาไปด้านใน (ในเย็นวันนั้นเราจึงให้คนขับรถพาไปชื้อตั๋วสำหรับเข้าชมในวันถัดไป) บรรยากาศยามเย็น

เที่ยวตลาดกลางคืน

เช้าวันต่อมาเราเริ่มจากทานอาหารเช้าของโรงแรม

เริ่มชื่นชมความสวยงามของปราสาทนครวัด นครธม ที่ อาโนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้เคยกล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat And Die” (เห็นนครวัดก็ตายตาหลับแล้ว)

การแต่งกายเมื่อเข้าชมปราสารนครวัด ห้ามใส่กางเกงขาสั้นถ้าใส่ไปก็มีที่ให้ชื้อเปลี่ยนเป็นผ้าถุง ตามภาพนะคะ

สำหรับทริปท่องเที่ยวของเรา ทุกคนประทับใจมากค่ะและต้องอึ้งและทึ่ง !!!ไปกับสถาปัตยกรรมที่สวยงามและอลังการเกินคำบรรยาย เพราะเมื่อเราได้ไปเห็นได้ไปสัมผัสแล้วเราจะมีคำถามขึ้นมาว่า

“้เขาสร้างขึ้นได้อย่างไง”

สวยงามมากจริงๆค่ะ ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวกันนะคะ

See Angkor Wat And Die

😄😄😄

Backpack in Singapore 3 N 4 D

สิงค์โปร์เป็นนครรัฐสมัยใหม่และเป็นประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับสามของโลก ภาษาที่ใช้มี 4 ภาษา คือภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาจีนกลาง และภาษาทมิฬในทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยว 3 คืน 4 วันในวันแรกเราไปถึงสนามบินชางงี จากนั้นเราเดินทางด้วยรถไฟไปลงที่สถานีเบฟอร์น(Bayfront) เพื่อเข้าพักที่โรงแรมMarina Bay Sands สำหรับทริปนี้มีหลงบ้างนิดหน่อยชึ่งขึ้นรถไฟไปลงที่สถานนี Marina Bay (ซึ่งผิดนะคะ)วิธีการเดินทางทั้งหมดของประเทศสิงคโปร์ ใช้รถไฟใต้ดิน รถบัส และแท๊กซี่ สำหรับทริปเราส่วนมากใช้การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินค่ะ (การเดินทางในสิงคโปร์ถือว่าสะดวกสบายมากๆเลยค่ะ)เริ่มวันแรกกันเลยดีกว่าค่ะ ลงสถานีผิด เดินลากกระเป๋าเข้าโรงแรมค่ะ 55555

จากนั้นออกมาถ่ายรูปที่เมอร์ไลออน(Merlion) เป็นสัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวของสิงค์โปร์ เป็นรูปปั้นสิงโตทะเลพ่นน้ำ สูง 8.6 เมตรและหนัก 70ตัน ตั้งอยู่ริมอ่าวมาริน่า ช่วงปากแม่น้ำสิงคโปร์

จากนั้นเดินกลับโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ (Marina Bay Sands Hotel) โรงแรมหรูใจกลางเมืองสิงค์โปร์ กับสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นสระไร้ขอบ(Infinity pool) ซึ่งอยู่ที่ เดอะ แซนด์ สกาย ปาร์ค(The Sands Sky Park) ดาดฟ้าทรงเรือชั้น 55 ของโรงแรมซึ่งในโซนของ เดอะ แซนด์ สกาย ปาร์ค ทอดตัวโค้ง เป็นแนวยาว 340 เมตรบนความสูง 200 เมตรเหนืออาคารทั้ง 3 มีพื่นที่ 12400 ตารางเมตร เทียบกับสนามฟุตบอล 3 แห่งเรียงต่อกันสามารถรับรองแขกได้ 3900 คน ส่วนสระว่ายน้ำมีความยาว 150 เมตรจุน้ำได้ถึง 380000 แกลลอน(1440 ลูกบาศก์เมตร) ส่วนหัวเรือที่ยื่นออกมาก็เป็นจุดชมวิวสุดอลังการ สัมผัสวิวได้ 360 องศารองรับผู้เข้าชมได้ครั้งละ900 คนเสียค่าชมคนละ 450 บาทสำหรับสระว่ายน้ำจะสงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าที่เข้าพักที่โรงแรมเท่านั่นค่ะ

วันที่สองเราไปเที่ยวที่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ตั้งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า เป็นสวนสนุกที่รวบรวมทุกความสนุกไว้อย่างครบรส มีโซนความสนุกมากถึง 7 โซนได้แก่ Holly wood,New York,Sci-Fi City,Ancient Egypt,Lost World,Far Far Away และMadagascar ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และบริการอีกด้วยสำหรับทริปนี้เราเข้าพักที่โรงแรมในยูนิเวอร์แซลด้วยค่ะ ห้องพักก็น่ารักเหมาะกับการเป็นสวนสนุกเลยค่ะ


วันที่สามกับการเที่ยวที่ S.E.A Aquarium ซึ่งอยู่บนเกาะเซนโตซ่า เป็นอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ และตื่นตากับสัตว์ทะเลมากกว่า 100000 ตัวทั้งหมดราวๆ 800 สายพันธุ์มีแท็งก์น้ำกระจกขนาดใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมสัตว์ทะเลต่างๆแหวกว่ายไปมาในน้ำอย่างอลังการ


เมื่อเที่ยวที่เกาะเซนโตซ่าเสร็จช่วงเย็นเราเดินทางกลับไปพักแถวถนนออร์ชาร์ด(Orchard Road)และเดินเที่ยวแถวถนนออร์ชาร์ด มีแหล่งให้ช้อปปิ้งมากมายเลยค่ะ

และในเช้าวันที่สี่เราก็เดินทางกลับโดยขึ้นรถประจำทางจากหน้าโรงแรมถึงสนามบินเลยค่ะ


สุดท้ายอยากหาที่เที่ยวต่างประเทศที่ใกล้ไทย ต้องไม่พลาดไปเที่ยวที่ประเทศสิงคโปรนะคะ สิงคโปร์ถือเป็นประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งแต่แจ๋วของเอเชีย เป็นประเทศเดียวที่ไม่มีเมืองหลวง แต่กลับมีการเติบโตสูงอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในเอเขียเลยทีเดียวค่ะ😄😄😄

สามพันโบก ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

สามพันโบก คำว่า “โบก” ของชาวลาวนั้นแปลเป็นไทยว่า “แอ่ง” ดังนั้น สามพันโพก จึงหมายถึง แก่งหินหรือร่องหิน สภาพหินที่เป็นหลุมหรือแอ่งจำนวนสามพันแอ่งนั่นเองค่ะ สามพันโบกอยู่ใต้ลำน้ำโขง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะผ่านกาลเวลานานหลายปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่ และจนกลายเป็นโบกที่สวยงามแปลกตาจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน กินพื้นที่ริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว ยาวตั้งแต่บ้านโป่งเป้าจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมคร รวมเป็นพื้นที่กว่า 30 ตารางกิโลเมตร

โบกหรือแอ่งจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้ง แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำ จนชาวบ้านเรียกว่า “แกรนด์แคนยอนน้ำโขง” ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม – พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งหลังจากนี้จะมีน้ำหลากมาท่วมโบกเหล่านั้นก็จะจมหายไปอยู่ใต้แม่น้ำ

การเดินทางท่องเที่ยวชมสามพันโบก นิยมนั่งเรือจากหาดสลึงที่บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร ล่องตามลำน้ำโขงระยะทาง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่าน “ปากบ้อง” ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง และ “หินหัวพะเนียง” เป็นแก่งหินกลางแม่น้ำที่ทำให้แม่น้ำแยกออกเป็นสองสาย หรือ สองคอนในภาษาถิ่น จึงเป็นที่มาของชื่อ “บ้านสองคอน” นั่นเอง ในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีที่เที่ยวอีกหลายที่เช่น “หาดหงษ์” จะเป็นเนินทรายแม่น้ำโขงขนาดใหญ่เกิดจากการพัดพาของน้ำและนำตะกอนทรายมาทับถมกันจนเป็นพื้นทรายที่กว้างมาก ลักษณะคล้ายกับทะเลทรายที่กว้างใหญ่ ช่วงเวลาที่นิยมมาเที่ยวหาดหงส์จะเป็นช่วงเวลาในยามบ่ายแก่ๆ ช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า จะเป็นช่วงเวลาที่สวยงามมากค่ะ

เรามาเริ่มเดินทางชมสามพันโบก โดยการล่อง เรือจากหาดสลึง และชมภาพโบกต่างๆว่าจะเป็นรูปอะไรกันบ้างอยู่ที่จินตานาการของแต่ละคนนะคะมาดูกันเลยค่ะ

โบกรูปหัวสุนัขและโบกรูปเต่า

โบกรูปหัวใจคู่

โบกรูป มิกกี้เมาท์

สระมรกต

ลาดหินสีและโบกรูปแจกัน

โบกรูปจระเข้

ปิดท้ายยามเย็นด้วย “หาดหงส์” พื้นที่ทรายขนาดใหญ่

ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะมาเป็นเวลานานหลายปี มองเห็นเป็นภาพที่สวยงามมากมาย “สามพันโบก”คือความงดงามของใต้น้ำโขงในยามฤดูแล้ง ณ แดนอีสาน ลองมาเที่ยวชมกันดูนะคะ

สวยงามจริงๆค่ะ😊😊

หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายหมอก

ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่งเมื่อไปถึงรู้สึกว่าตัวเองได้อยู่ในดินแดนแห่งความฝันเพราะถูกโอบล้อมไปด้วยหุบเขาความเขียวขจีของต้นไม้ธรรมชาติ รอบหมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอก อากาศที่เย็นสบายมองไปทางไหนก็สดชื่นและวิถีชีวิตความเป็นอยู่มิตรไมตรีของชาวบ้านทั้งชาวไทยและชาวพม่า “เหมือนมีมนต์สะกด” อยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าคือที่ไหน นั่นก็คือ หมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อก อยู่ใน ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

บ้านอีต่อง ที่จริงแล้วเป็นที่ตั้งของเหมืองปิล็อก ซึ่งในอดีตเจริญรุ่งเรื่องมาก เป็นเหมืองขุดแร่ดีบุกมีคนงานจำนวนมาก จนเมื่อราคาแร่ทั่วโลกตกต่ำ ผลจากการตัดราคาของแร่จากจีน ทำให้ความรุ่งเรืองของการขุดแร่จบลง ปิล็อกที่เคยรุ่งเรืองก็เงียบเหงา เหมืองแร่ต่างๆก็เริ่มทยอยปิดตัวลง คนงานก็แยกย้ายกันไป ปัจจปันรายได้หลักของหมู่บ้านอีต่อง มาจากการท่องเที่ยว ที่พักโฮมสเตย์ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ อากาศ สายหมอก การเดินทางต้องเดินทางผ่าน 399 โค้ง ก่อนถึงหมู่บ้านและนอกจากที่เที่ยวในหมู่บ้านแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆหมู่บ้าน นั่นก็คือ เนินช้างศึก น้ำตกจ๊อกกระดิ่น อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และที่ลืมไม่ได้คือ หมู่บ้านอีต่องยังเป็นทางผ่านและที่พักของนักท่องเที่ยวที่มีจุดมุ่งหมายพิชิตยอดเขาช้างเผือก ซึ่งจุดเดินเท้าอยู่ภายในหมู่บ้านอีต่องนั่นเอง ฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักของหมู่บ้านก็คือเดือนตุลาคมเพราะเป็นช่วงเปิดให้พิชิตยอดเขาช้างเผือกจนไปถึงฤดูหนาวที่อากาศแสนเย็นสบาย มาชมบรรยากาศที่จะได้สัมผัสเมื่อมาถึงหมู่บ้านอีต่องกันเลยดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นด้วยการเดินทางออกจากกรุงเทพ

เริ่มสัมผัสความเป็นธรรมชาติ

และแล้วเราก็ถึงหมู่บ้านอีต่อง เราได้เข้าพักที่โฮมสเตย์ปิล็อค ต๊อก แต๊ก เป็นโฮมสเตย์ที่อยู่ริมบ่อน้ำหน้าหมู่บ้าน ซึ่งบรรยากาศและวิว ทิวทัศน์สวยงามมากเจ้าของก็น่ารัก อัธยาศัยดี มีอาหารเช้าให้ทาน(ข้าวต้มอร่อยมาก 555)

สะพานเขียนป้ายไม้ที่ระลึกอันละ 20 บาทมีให้เลือกเยอะมากค่ะ “ท่ามกลางสายหมอก” สดชื่นสุดๆค่ะ

เหมืองปิล็อก เครื่องจักรต่างๆที่เคยใช้งานในอดีต

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้หมู่บ้าน เนินช้างศึก

ช่องมิตรภาพไทย-พม่า เต็มไปด้วยม่านหมอกสวยงามเกินบรรยายค่ะ

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น

สุดท้ายก็ถึงเวลาเดินทางกลับ

ความประทับใจในการได้มีโอกาสไปสัมผัสกับหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขาและสายหมอก “หมู่บ้านอีต่อง”เหมืองปิล็อก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ภูเขาป่าไม้ที่เขียวขจี สายหมอก และชาวที่เป็นกันเองและน่ารักก็ไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึก อยากให้ผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ภูเขา สายหมอก ได้ลองไปเที่ยวที่นี่ดูนะคะ รับรองไม่ผิดหวังค่ะ ส่วนตัวแล้วถ้ามีโอกาสและเวลาที่เหมาะสมจะไม่พลาดการไปเที่ยวที่ “หมู่บ้านอีต่อง”อีกครั้งอย่างแน่นอนค่ะ 😊😊